จัดทำบทความโดย
นายณัฐ กุศลสวัสดิ์
เลขทะเบียน 5001208059
ผู้จัดการกองทุนหวั่นต่างชาติหนีตลาดหุ้นไทย เหตุไม่ไว้วางใจสถานการณ์เสี่ยง เบนความสนใจไปที่ตลาดในภูมิภาค ยอมรับยังไม่เข้าช้อนซื้อหุ้นเข้าพอร์ต รอทิศทางทางเงินทุนไหลเข้านิ่ง เชื่อยังมีโอกาสลงได้อีก เผยดัชนีปรับฐานเป็นเรื่องที่ดีช่วยให้มีเสถียรภาพในระยะยาว แนะรายย่อยขายเลี่ยงความเสี่ยงระยะสั้น แต่นักลงทุนระยะยาวทยอยเข้าเก็บหุ้นได้
นายวนา พูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยมีการปรับฐานหนัก 2 วันติดต่อกันนั้น มองว่าเป็นการเทขายของนักลงทุนต่างชาติจากความกังวลระยะสั้นจากข่าวลือเท่านั้น บริษัทจึงไม่มีการปรับพอร์ตมากนัก โดยมีการขายหุ้นออกมาเพียงเล็กน้อย เพราะโดยพื้นฐานของประเทศไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงแสดงได้ถึงความกังวลของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อข่าวลือดังกล่าวเป็นหลัก
หากดูแรงขายค่อนข้างมากก็มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับฐานลงได้ แต่จะมากน้อยระดับไหนยังประเมินไม่ได้ แต่ข่าวลือดังกล่าวอาจทำให้ภาพของตลาดหุ้นไทยไม่ดี และอาจจะมีการโยกเงินออกไปจากตลาดหุ้นไทยเลยก็ได้ เพราะยังมีตัวเลือกอื่นให้ลงทุนได้ในภูมิภาค
“สำหรับนักลงทุนที่เก็งกำไรระยะสั้นรายวัน แนะนำให้ขายหุ้นลดความเสี่ยงในระยะสั้นไปก่อน แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวนี่ถือเป็นโอกาสดีในการทยอยเข้าลงทุนในหุ้น รวมทั้งกองทุนประหยัดภาษีเช่นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นด้วย การปรับฐานของดัชนีตลาดหุ้นไทยหลังปรับขึ้นมากว่า 60% ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้การปรับขึ้นของดัชนีหุ้นในระยะยาวมีเสถียรภาพมากขึ้น ดีกว่าการปรับขึ้นเพียงขาเดียว”
นายตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต กล่าวว่า การปรับฐานหนักของดัชนีหุ้นไทย 2 วันนี้เกี่ยวข้องกับข่าวลือในห้องค้าที่ออกมา ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเฉพาะของประเทศไทยจริงๆ และเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติคำนึงถึงและเป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ยิ่งข่าวลือมาเกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองยังมีความขัดแย้งเช่นนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงเพราะนี้ถือเป็นปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยได้เช่นกัน
ในส่วนของบริษัทเองไม่ได้มีการปรับพอร์ตหรือขายหุ้นออกมาแต่ประการใด เพราะมองการลงทุนในระยะยาวมากกว่า ซึ่งการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมามากถือเป็นจังหวะที่ดีในการที่บริษัทจะเข้าไปเลือกหุ้นคุณภาพที่ราคาปรับตัวลงมามากกว่าพื้นฐานเพื่อลงทุนด้วย เพราะมองว่าในระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มที่ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่บริษัทก็มีการติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน
"สำหรับคำแนะนำ นักลงทุนควรมีการกระจายความเสี่ยง โดยลงทุนทั้งในตลาดหุ้นไทย และต่างประเทศควบคู่กัน แต่หากจะลงทุนในหุ้นไทยควรทยอยเข้าลงทุนจะเหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตามเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับฐานไม่แรง เพราะยังมีสภาพคล่องในระบบที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนอีกเป็นจำนวนมากโดยจากนี้ถึงสิ้นปีดัชนีน่าจะอยู่ที่ระดับ 750 จุด แต่ไม่ถึง 800 จุด"
นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุนธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า บริษัทยังไม่เร่งรีบเข้าซื้อหุ้นในช่วงนี้ แม้การปรับตัวลงอย่างหนักของดัชนีหุ้นไทยในช่วง 2 วันนี้ เปิดโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง โดยต้องการรอดูจนกว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติจะนิ่งก่อน อย่างไรก็ตามหากประเมินจากปัจจัยพื้นฐาน ในแง่ของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวและกระแสเงินลงทุน ที่ยังมีแนวโน้มไหลออกจากสหรัฐเข้ามาในเอเชีย เชื่อว่า ตลาดหุ้นไทย ยังน่าจะได้รับผลดีจากกระแสเงินทุนไหลเข้าในระยะต่อไป
"ถ้าดัชนีลงมาเยอะๆ ก็น่าสนใจที่จะเข้า แต่ตอนนี้ น้ำมันยังเชี่ยวอยู่" นายสาห์รัช กล่าว
นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน กรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลงแรงในช่วงนี้ เป็นเรื่องความกังวลต่อปัจจัยการเมืองในประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเดิมที่นักลงทุนต่างชาติ กังวลอยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังมีแรงกดดันจากกรณีของโครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของรัฐ เมื่อปัจจัยทั้งหมดมารวมกัน และส่งแรงกดดันช่วงนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีแรงเทขายออกมา โดยก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นได้ จากแรงซื้อของต่างชาติ เมื่อต่างชาติขายออกจึงกลายเป็นแรงกดดันเช่นกัน
นายสุพรรณ เศษธะพานิช ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุน บลจ.ยูไนเต็ด กล่าวว่า การคาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นในช่วงนี้ ถือเป็นเรื่องยาก เพราะต้องติดตามการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร หลังจากมีปัจจัยและกระแสข่าวในเชิงลบใหม่ๆ เข้ามาในตลาด
โดยปกติการเข้าออกของต่างชาติในตลาดหุ้น จะใช้เวลานานกว่านักลงทุนรายย่อย และที่ผ่านมา ถือว่านักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนก่อนหน้านี้ ได้กำไรพอสมควรแล้ว ดังนั้น การขายหุ้นของต่างชาติในรอบนี้ อาจจะยังดำเนินต่อไปอีก และต้องใช้เวลากว่าที่ต่างชาติจะกลับมาซื้ออย่างต่อเนื่องอีกครั้ง ในส่วนของนักลงทุนในประเทศก็คงยังไม่ต้องรีบเข้าซื้อเช่นกัน
"ยังไม่ต้องรีบ ทุกอย่างมันไม่ได้ตอบแค่ปัจจัยพื้นฐาน แต่ตอบด้วยการไหลเข้าไหลออกของเงินทุนเป็นหลัก คงรอสักพักดีกว่า รอให้นิ่งหน่อย" นายสุพรรณ กล่าว
นายสุพรรณ กล่าวว่า ถ้ามองในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะปัจจัยภายนอก เรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการปรับขึ้นของหุ้นทั่วโลก ยังคงสนับสนุนการไหลเข้าของเงินทุนในตลาดหุ้นไทย
ขณะที่นายสาห์รัช กล่าวว่า หากมองจากปัจจัยพื้นฐาน ทั้งภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทไทยในปัจจุบัน มีทิศทางที่จะฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกระแสเงินทุน ยังมีโอกาสที่จะไหลเข้าได้ ตามทิศทางการไหลของเงินทุนทั่วโลก ที่ออกจากสหรัฐมายังภูมิภาคเอเชีย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยได้ต่อไป เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยลบเฉพาะตัวเข้ามากระทบ ทำให้เกิดแรงขายขึ้นสวนทางตลาดอื่นๆ และยังประเมินได้ยาก ว่าแรงขายจะหยุดเมื่อใด
"จริงๆ เงินต่างประเทศ เงินสภาพคล่องในโลกยังเยอะ เงินไหลออกนอกสหรัฐยังคงดำเนินอยู่ เงินก็ยังไหลเข้าเอเชียอยู่ เพียงแต่เรามีความเสี่ยงที่เป็นกรณีเฉพาะสำหรับประเทศเรา" นายสาห์รัช กล่าว
ขณะที่นายธีรพันธุ์ เชื่อว่า หากในช่วง 2-3 วันข้างหน้า ปัจจัยการเมืองและปัจจัยลบต่างๆ ที่กดดันตลาดอยู่ในขณะนี้คลี่คลายลง จะทำให้นักลงทุนต่างชาติ กลับมาซื้ออีกครั้ง เพราะถ้าเทียบราคาหุ้นไทยกับราคาหุ้นของประเทศอื่นๆ แล้ว ยังอยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้อยู่
"มันเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่มีอะไรใน 2-3 วัน การเมืองเรียบร้อย ทุกอย่างเรียบร้อย ต่างชาติก็จะเอามูลค่ากลับมาเทียบกัน และกลับมาซื้อได้" นายธีรพันธุ์ กล่าว
คำถาม
นายสาห์รัชกล่าวไว้ว่าอย่างไรเกี่ยวกับความเสี่ยง
นายสุพรรณกล่าวไว้ว่าอย่างไรบ้างที่เป็นปัจจัยลบ
บลจ.ยูไนเต็ด คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นไว้อย่างไร
ที่มา http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=15958
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น