วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
Fund manager หวั่นต่างชาติโยกเงินหนีหุ้นไทย ชี้ข่าวลือต้นตอฉุดความเชื่อมั่น กลบพื้นฐานเศรษฐกิจเริ่มฟื้น
นายณัฐ กุศลสวัสดิ์
เลขทะเบียน 5001208059
ผู้จัดการกองทุนหวั่นต่างชาติหนีตลาดหุ้นไทย เหตุไม่ไว้วางใจสถานการณ์เสี่ยง เบนความสนใจไปที่ตลาดในภูมิภาค ยอมรับยังไม่เข้าช้อนซื้อหุ้นเข้าพอร์ต รอทิศทางทางเงินทุนไหลเข้านิ่ง เชื่อยังมีโอกาสลงได้อีก เผยดัชนีปรับฐานเป็นเรื่องที่ดีช่วยให้มีเสถียรภาพในระยะยาว แนะรายย่อยขายเลี่ยงความเสี่ยงระยะสั้น แต่นักลงทุนระยะยาวทยอยเข้าเก็บหุ้นได้
นายวนา พูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยมีการปรับฐานหนัก 2 วันติดต่อกันนั้น มองว่าเป็นการเทขายของนักลงทุนต่างชาติจากความกังวลระยะสั้นจากข่าวลือเท่านั้น บริษัทจึงไม่มีการปรับพอร์ตมากนัก โดยมีการขายหุ้นออกมาเพียงเล็กน้อย เพราะโดยพื้นฐานของประเทศไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงแสดงได้ถึงความกังวลของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อข่าวลือดังกล่าวเป็นหลัก
หากดูแรงขายค่อนข้างมากก็มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับฐานลงได้ แต่จะมากน้อยระดับไหนยังประเมินไม่ได้ แต่ข่าวลือดังกล่าวอาจทำให้ภาพของตลาดหุ้นไทยไม่ดี และอาจจะมีการโยกเงินออกไปจากตลาดหุ้นไทยเลยก็ได้ เพราะยังมีตัวเลือกอื่นให้ลงทุนได้ในภูมิภาค
“สำหรับนักลงทุนที่เก็งกำไรระยะสั้นรายวัน แนะนำให้ขายหุ้นลดความเสี่ยงในระยะสั้นไปก่อน แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวนี่ถือเป็นโอกาสดีในการทยอยเข้าลงทุนในหุ้น รวมทั้งกองทุนประหยัดภาษีเช่นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นด้วย การปรับฐานของดัชนีตลาดหุ้นไทยหลังปรับขึ้นมากว่า 60% ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้การปรับขึ้นของดัชนีหุ้นในระยะยาวมีเสถียรภาพมากขึ้น ดีกว่าการปรับขึ้นเพียงขาเดียว”
นายตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต กล่าวว่า การปรับฐานหนักของดัชนีหุ้นไทย 2 วันนี้เกี่ยวข้องกับข่าวลือในห้องค้าที่ออกมา ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเฉพาะของประเทศไทยจริงๆ และเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติคำนึงถึงและเป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ยิ่งข่าวลือมาเกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองยังมีความขัดแย้งเช่นนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงเพราะนี้ถือเป็นปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยได้เช่นกัน
ในส่วนของบริษัทเองไม่ได้มีการปรับพอร์ตหรือขายหุ้นออกมาแต่ประการใด เพราะมองการลงทุนในระยะยาวมากกว่า ซึ่งการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมามากถือเป็นจังหวะที่ดีในการที่บริษัทจะเข้าไปเลือกหุ้นคุณภาพที่ราคาปรับตัวลงมามากกว่าพื้นฐานเพื่อลงทุนด้วย เพราะมองว่าในระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มที่ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่บริษัทก็มีการติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน
"สำหรับคำแนะนำ นักลงทุนควรมีการกระจายความเสี่ยง โดยลงทุนทั้งในตลาดหุ้นไทย และต่างประเทศควบคู่กัน แต่หากจะลงทุนในหุ้นไทยควรทยอยเข้าลงทุนจะเหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตามเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับฐานไม่แรง เพราะยังมีสภาพคล่องในระบบที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนอีกเป็นจำนวนมากโดยจากนี้ถึงสิ้นปีดัชนีน่าจะอยู่ที่ระดับ 750 จุด แต่ไม่ถึง 800 จุด"
นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุนธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า บริษัทยังไม่เร่งรีบเข้าซื้อหุ้นในช่วงนี้ แม้การปรับตัวลงอย่างหนักของดัชนีหุ้นไทยในช่วง 2 วันนี้ เปิดโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง โดยต้องการรอดูจนกว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติจะนิ่งก่อน อย่างไรก็ตามหากประเมินจากปัจจัยพื้นฐาน ในแง่ของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวและกระแสเงินลงทุน ที่ยังมีแนวโน้มไหลออกจากสหรัฐเข้ามาในเอเชีย เชื่อว่า ตลาดหุ้นไทย ยังน่าจะได้รับผลดีจากกระแสเงินทุนไหลเข้าในระยะต่อไป
"ถ้าดัชนีลงมาเยอะๆ ก็น่าสนใจที่จะเข้า แต่ตอนนี้ น้ำมันยังเชี่ยวอยู่" นายสาห์รัช กล่าว
นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน กรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลงแรงในช่วงนี้ เป็นเรื่องความกังวลต่อปัจจัยการเมืองในประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเดิมที่นักลงทุนต่างชาติ กังวลอยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังมีแรงกดดันจากกรณีของโครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของรัฐ เมื่อปัจจัยทั้งหมดมารวมกัน และส่งแรงกดดันช่วงนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีแรงเทขายออกมา โดยก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นได้ จากแรงซื้อของต่างชาติ เมื่อต่างชาติขายออกจึงกลายเป็นแรงกดดันเช่นกัน
นายสุพรรณ เศษธะพานิช ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุน บลจ.ยูไนเต็ด กล่าวว่า การคาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นในช่วงนี้ ถือเป็นเรื่องยาก เพราะต้องติดตามการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร หลังจากมีปัจจัยและกระแสข่าวในเชิงลบใหม่ๆ เข้ามาในตลาด
โดยปกติการเข้าออกของต่างชาติในตลาดหุ้น จะใช้เวลานานกว่านักลงทุนรายย่อย และที่ผ่านมา ถือว่านักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนก่อนหน้านี้ ได้กำไรพอสมควรแล้ว ดังนั้น การขายหุ้นของต่างชาติในรอบนี้ อาจจะยังดำเนินต่อไปอีก และต้องใช้เวลากว่าที่ต่างชาติจะกลับมาซื้ออย่างต่อเนื่องอีกครั้ง ในส่วนของนักลงทุนในประเทศก็คงยังไม่ต้องรีบเข้าซื้อเช่นกัน
"ยังไม่ต้องรีบ ทุกอย่างมันไม่ได้ตอบแค่ปัจจัยพื้นฐาน แต่ตอบด้วยการไหลเข้าไหลออกของเงินทุนเป็นหลัก คงรอสักพักดีกว่า รอให้นิ่งหน่อย" นายสุพรรณ กล่าว
นายสุพรรณ กล่าวว่า ถ้ามองในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะปัจจัยภายนอก เรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการปรับขึ้นของหุ้นทั่วโลก ยังคงสนับสนุนการไหลเข้าของเงินทุนในตลาดหุ้นไทย
ขณะที่นายสาห์รัช กล่าวว่า หากมองจากปัจจัยพื้นฐาน ทั้งภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทไทยในปัจจุบัน มีทิศทางที่จะฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกระแสเงินทุน ยังมีโอกาสที่จะไหลเข้าได้ ตามทิศทางการไหลของเงินทุนทั่วโลก ที่ออกจากสหรัฐมายังภูมิภาคเอเชีย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยได้ต่อไป เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยลบเฉพาะตัวเข้ามากระทบ ทำให้เกิดแรงขายขึ้นสวนทางตลาดอื่นๆ และยังประเมินได้ยาก ว่าแรงขายจะหยุดเมื่อใด
"จริงๆ เงินต่างประเทศ เงินสภาพคล่องในโลกยังเยอะ เงินไหลออกนอกสหรัฐยังคงดำเนินอยู่ เงินก็ยังไหลเข้าเอเชียอยู่ เพียงแต่เรามีความเสี่ยงที่เป็นกรณีเฉพาะสำหรับประเทศเรา" นายสาห์รัช กล่าว
ขณะที่นายธีรพันธุ์ เชื่อว่า หากในช่วง 2-3 วันข้างหน้า ปัจจัยการเมืองและปัจจัยลบต่างๆ ที่กดดันตลาดอยู่ในขณะนี้คลี่คลายลง จะทำให้นักลงทุนต่างชาติ กลับมาซื้ออีกครั้ง เพราะถ้าเทียบราคาหุ้นไทยกับราคาหุ้นของประเทศอื่นๆ แล้ว ยังอยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้อยู่
"มันเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่มีอะไรใน 2-3 วัน การเมืองเรียบร้อย ทุกอย่างเรียบร้อย ต่างชาติก็จะเอามูลค่ากลับมาเทียบกัน และกลับมาซื้อได้" นายธีรพันธุ์ กล่าว
คำถาม
นายสาห์รัชกล่าวไว้ว่าอย่างไรเกี่ยวกับความเสี่ยง
นายสุพรรณกล่าวไว้ว่าอย่างไรบ้างที่เป็นปัจจัยลบ
บลจ.ยูไนเต็ด คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นไว้อย่างไร
ที่มา http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=15958
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
นายกสมาคมกุ้งไทย หวั่นเงินบาทแข็งค่ากระทบส่งออกกุ้งไทย
นายศิริชัย อมรวณิชศักดิ์ เลขทะเบียน 5001208056
นายกสมาคมกุ้งไทย หวั่นเงินบาทแข็งค่ากระทบส่งออกกุ้งไทย
กรุงเทพฯ 8 ธ.ค. - นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวถึงภาพรวมการส่งออกกุ้งไทยปี 2552 ว่า แม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การบริโภคกุ้งยังไม่ลดลง โดย 10 เดือนแรกมียอดส่งออกกุ้งรวม 326,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 77,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 โดยปีนี้ไทยมีความสามารถในการเลี้ยงกุ้ง 540,000 ตัน ขณะที่ปี 2553 คาดว่าจะอยู่ระดับเดียวกันกับปี 2552
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า นับว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จในท่ามกลางปัญหาสถาบันการเงินในต่างประเทศ ราคาน้ำมันไม่แน่นอน อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า ส่วนสาเหตุที่การส่งออกปีนี้ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะผู้ซื้อพอใจคุณภาพกุ้งไทย โรงงานแปรรูปได้รับการยอมรับ
เรื่องฟู้ด เซฟตี้ ขณะที่คู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ประสบปัญหาการเลี้ยงกุ้ง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง กุ้งไทยจึงเข้าไปชดเชยตลาดผู้ซื้อในส่วนนี้ ขณะเดียวกันไทยก็เพิ่มตลาดใหม่ ๆ ได้แก่ ยุโรป ตะวันตก รัสเซีย ฮังการี โดยจีนเป็นหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยต้องการนำเข้ากุ้งจากไทยตั้งแต่ปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า ส่วนปี 2553 คาดว่ายอดส่งออกจะใกล้เคียงกับปี 2552 โดยจะมียอดส่งออกประมาณ 380,000 ตัน เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาโรคกุ้งบ้าง
นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า หากความต้องการของตลาดดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลก เชื่อว่าผู้เลี้ยงกุ้งไทยสามารถเพิ่มยอดผลิตอีกร้อยละ 10 ไม่ยาก และแนวโน้มราคาปี 2553 จะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่หวั่นวิตกมากที่สุด คือ ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเงินบาทค่อนข้างแข็งค่า อยากให้อยู่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยอยากให้ ธปท.จับตาดูไม่ให้แข็งค่าจนเป็นอุปสรรคในการส่งออก ทำให้ไทยต้องแข่งขันด้านราคากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการเปิดเสรีอาเซียนจะส่งผลให้มีการนำเข้ากุ้งจากกลุ่มอาเซียนคุณภาพ ต่ำเข้ามาสวมเป็นกุ้งไทยแล้วส่งออก ทำให้เสียชื่อเสียง จึงวิงวอนให้กรมศุลกากรและกรมประมงเข้มงวดการนำเข้ากุ้งจากกลุ่มประเทศอา เซียน รวมทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของสหรัฐ โดยหวังว่าหน่วยงานภาครัฐจะช่วยเจรจา ปัญหาการถูกโจมตีว่าใช้แรงงานเด็ก ยอมรับว่ามีบางส่วนปล่อยปละละเลย แต่ภาพรวมไทยไม่ได้ใช้แรงงานเด็กเลี้ยงกุ้ง ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยยังเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก โดยส่งออกถึง 380,000 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 90-95 ของปริมาณกุ้งผลิตทั้งหมดที่มีประมาณ 540,000 ตัน
ที่มา http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTEyOTA3NSZudHlwZT10ZXh0
คำถามท้ายบท
ข้อ 1 สาเหตุใด ที่ทำให้การส่งออกกุ้งปีนี้ค่อนข้างประสบความสำเร็จ
ข้อ 2 ตลาดการส่งของกุ้งของไทย คือประเทศใด
ข้อ 3 สาเหตุที่อาจทำให้การส่งออกกุ้งมีปัญหา คืออะไร
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
บาทแข็ง เยนก็เด้งขึ้นตลอด Keidanren : 'เราอยู่บนปากเหว'
นายณัฐ กุศลสวัสดิ์
เลขทะเบียน 5001208059
นักธุรกิจไทยบ่นเรื่องเงินบาทแข็งเกินเหตุ กระทบการส่งออกและการฟื้นเศรษฐกิจ ผู้นำเอกชนญี่ปุ่นที่ผมเจอเมื่อวานที่กรุงเทพฯ
ก็โวยวายเรื่องเงินเยนแข็งเกินควร ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีปัญหาหนักหน่วง
ถึงขั้นที่ประธานสภาธุรกิจญี่ปุ่นอันทรงอิทธิพล "Nippon Keidanren" ที่ชื่อ ฟูจิโอะ มิตาไร (ซีอีโอ อันโด่งดังของ Canon) ประกาศว่าถ้าหากอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยน กับเงินดอลลาร์มะกันยังแข็งอย่างนี้ต่อเนื่อง "ญี่ปุ่นก็ยืนอยู่ริมปากเหว"
สัมภาษณ์ คุณมิตาไร เมื่อวานนี้ที่กรุงเทพฯ หลังจากที่คณะประมาณ 30 คนของ "เคดันเรน" จากโตเกียวไปพบนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรีอุตสาหกรรม รัฐมนตรีต่างประเทศ เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นกับไทย ที่ยังต้องเหนียวแน่นกันต่อไป
เพราะญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนต่างประเทศในไทยที่ใหญ่ที่สุด และมีความอ่อนไหวต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศ และต่างประเทศมากที่สุดด้วย
ประธาน Nippon Keidanren บอกผมว่ารัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่น ที่นำโดยนายกฯ ฮาโตยามา ต้องทำทุกอย่าง "ด้วยความเร่งด่วน" เพื่อสกัดกั้นการแข็งตัวของเงินเยน หาไม่แล้วญี่ปุ่น จะต้องเผชิญกับวิกฤติรอบใหม่
พูดง่ายๆ ว่า หากจำเป็นรัฐบาลญี่ปุ่นก็อาจจะต้องแทรกแซงตลาด อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ด้วยการโหมซื้อเงินดอลลาร์ไม่ให้อ่อนระทวยลงไปมากกว่านี้
เศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น หากเปรียบกับของจีน และอินเดีย สองชาติยักษ์ในเอเชีย ก็ต้องถือว่าอ่อนแอกว่าเยอะ เพราะจีดีพีจีนยังโตที่ 8% ขณะที่ตัวเลขล่าสุดของอินเดียบอกว่าไตรมาสสามยังขยับได้ถึง 7.9% ซึ่งดีกว่าที่คาดหมายกันก่อนหน้านี้ไม่น้อย
เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ในไตรมาสล่าสุดประมาณว่าอยู่ที่บวก 3.7% ซึ่งก็ต้องถือว่าดีกว่าที่ประมาณการเอาไว้เหมือนกัน แต่ความมั่นใจของนักธุรกิจญี่ปุ่นในภาพรวมไม่ดี เพราะปัจจัยลบหลายด้าน
"เคดันเรน" หรือ Nippon Keidanren (Japan Buxiness Federation) เป็นศูนย์รวมของธุรกิจเอกชนใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ล่าสุดมีสมาชิก 1,800 บริษัท และสมาคมธุรกิจน้อยใหญ่ทั่วประเทศอีกกว่า 130 สมาคม
หากเป็นเมืองไทย "เคดันเรน" ของเขาก็เหมือนการเอาสภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าไทยทั้งระดับชาติ และระดับภูมิภาครวมเป็นอันหนึ่งอันเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนาจต่อรอง กับรัฐบาลและข้าราชการทั้งหลายทั้งปวง
คุณมิตาไร ที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานของเคดันเรน วันนี้จึงเป็นคนมีอิทธิพลบารมีไม่น้อย
คราวนี้นำทีมมาไทย สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อตอกย้ำว่าญี่ปุ่นเห็นความสำคัญของการทำการค้า และลงทุนกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และเขาเห็นว่าการลงทุนของญี่ปุ่น ในสามประเทศนี้ ยังอยู่ในอันดับต้นๆ สำหรับภูมิภาคอาเซียนแห่งนี้
สังเกตให้ดีว่าเขาเลือกที่จะมาไทยก่อน และบินไปสิงคโปร์ เมื่อวานก่อนจะจบลงที่เวียดนาม ซึ่งแสดงว่าเขาเห็นไทย กับเวียดนาม เป็นฐานสำคัญทางด้านการผลิตและการลงทุน ขณะที่สิงคโปร์ยังเป็นจุดเชื่อมต่อทางการตลาดและการค้าที่ญี่ปุ่นต้องการจะรักษาเอาไว้เป็นฐานสำคัญ
ญี่ปุ่น จะขยับสับเปลี่ยนการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนาม อย่างไรเป็นเรื่องที่ไทยเราจะต้องเฝ้าติดตาม และประเมินตลอดเวลา เพราะไทยเป็นฐานลงทุนดั้งเดิมของเขา ขณะที่เวียดนามเป็นเป้าหมายการลงทุนใหม่ และสิงคโปร์เป็นจุดเชื่อมต่อทางการตลาด และการลงทุนที่เขาปกปักรักษามาตลอด
ถามคุณมิตาไร ว่า ได้ข่าว "วิกฤติดูไบ" แล้วคิดอย่างไร เขายอมรับว่า "แปลกใจ" ที่ดูไบเกิดอาการน่าเป็นห่วงเช่นนี้ แต่ก็เชื่อว่าคงจะไม่ร้ายแรงถึงขั้นวิกฤติหนัก แต่ก็ประมาทไม่ได้
คุณมิตาไร ปีนี้อายุ 74 ปี เป็นคนสร้างบริษัท Canon ให้เป็นยักษ์ใหญ่ทั่วโลก มีชื่อเสียงในฐานะเป็นซีอีโอ ที่บริหารแบบผสมผสานระหว่างสไตล์ "กำไรสูงสุด" ของมะกัน (ไปอยู่ที่นั่น 23 ปี กับ "ดูแลลูกจ้างตลอดชีวิต" แบบญี่ปุ่น)
จนเกิดคำว่า "The Mitarai Way" เป็นสูตรของการบริหารที่ประสบความสำเร็จในการสร้าง brand ญี่ปุ่นให้ขจรขจายไปทั่วโลก
แต่พอมานั่งเป็นประธาน Nippon Keidanren เขาก็ต้องพูดแทนเอกชนญี่ปุ่นทั้งวงการ วิพากษ์ เสนอแนะ และเกาะติดการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
จนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมือง เมื่อหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอย่าง DPJ ที่ชื่อฮาโตยามา สามารถคว่ำพรรคเก่าแก่ LDP เป็นครั้งแรกใน 50 ปี
ทั้ง ๆ ที่ในปี 2007 นั้น สมาชิก Keidanren ให้เงินบริจาคช่วยพรรค LDP ทั้งหมด 2.91 พันล้านเยน ($ 30.8 ล้าน หรือกว่า 1,000 ล้านบาท) ขณะที่ควักเงินให้พรรค DPJ เพียง 80 ล้านเยน หรือ $ 890,000 คิดเป็นเงินไทยแค่ 30 ล้านบาทเท่านั้น...
ห่างกัน 33 เท่า
ทั้งการเมืองและธุรกิจญี่ปุ่นต้องปรับตัวกันจ้าละหวั่นกันทีเดียว
คำถาม
1 ภูมิภาคอาเซียนญี่ปุ่นเหฝ้นประเทศใดเป็นฐานสำคัญทางด้านการผลิตและการลงทุน
2 นักลงทุนต่างประเทศในไทยประเทศใดที่ใหญ่ที่สุด
3 ศูนย์รวมของธุรกิจเอกชนใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นล่าสุดมีสมาชิกกี่บริษัท
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com วันที่ 2 ธันวามคม 2552
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
“จิตติ” ชี้ บาทแข็งต้นเหตุทองแพง ราคาใกล้แตะ 19,000 บาท
นายศิริชัย อมรวณิชศักดิ์ เลขทะเบียน 5001208056
ราคาทองยังพุ่งไม่หยุด สวนทางร้านทองขายไม่ออก ล่าสุด ขยับแตะ 18,800 บาท “จิตติ” คาดถึง 19,000 บาท ชี้ บาทแข็งต้นเหตุราคาทองแพง ขณะที่ทองจริงกลับไม่มีคนซื้อ เพราะราคาแพงเกินความเป็นจริง
สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองคำในประเทศ เมื่อเวลา 12.10 น.วันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 (วันนี้) โดยทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 18,300 ขายบาทละ 18,400 ราคาทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 18,040.40 ขายบาทละ 18,800 ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ยอมรับว่า ราคาทองคำในช่วงนี้ปรับขึ้นแรงมาก โดยเชื่อว่า เกิดจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุน ซึ่งมีต้นเหตุเดิมๆ คือ เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามาก ราคาทองคำจึงสูงขึ้นตาม
“ตอนนี้ผู้ค้าทองต้องติดตามราคาทองตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือราคาที่ปรับสูงขึ้นทำสถิติใหม่รายวัน และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกอาจจะถึงบาทละ19,000 บาท และต้องยอมรับว่า ขณะที่ร้านทองหยุดกิจการเป็นจำนวนมาก เพราะทองแพงเกินไป ทำให้ไม่มีคนซื้อมานานหลายสัปดาห์แล้ว”
สำหรับการซื้อขายทองคำในตลาดทองคำล่วงหน้า หรือโกลด์ฟิวเจอร์ ช่วงนี้ การซื้อขายคึกคักมากกว่าการซื้อขายทองคำแท่งจริงๆ อีกทั้งในปีหน้าจะมีการปรับลดสัญญาจากเดิมลูกค้าต้องซื้อขายทองคำสัญญาละ 50 บาท เหลือเพียงสัญญาละ 10 บาท จึงคาดว่า นักลงทุนจะเข้าไปเทรดในตลาดทองคำล่วงหน้ามากขึ้นไม่ต่ำกว่า 10%
ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤศจิกายน 2552 12:56 น.
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1 อะไรเป็นปัจจัยเป็นเหตุที่ทำให้ราคาทองแพง
ข้อ 2 การซื้อขายทองคำในตลาดทองคำล่วงหน้าเรยกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร
ข้อ 3 สาเหตุที่ทำให้ราคาทองปรับสูงขึ้นเป็นอย่างมากคืออะไร
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ธปท.เร่งกรุยทาง ค้าขายเงินหยวน
จัดทำบทความโดย
นายศิริชัย อมรวณิชศักดิ์
เลขทะเบียน 5001208056
ธปท.เร่งกรุยทาง ค้าขายเงินหยวน
ธปท. หนุนใช้เงินหยวนในการค้าขายกับจีนมากขึ้น เผย 3 ธนาคารพาณิชย์ในไทยนำร่องแล้วโดยขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ไทย 3 แห่ง ให้บริการรับฝาก แลกเปลี่ยน ป้องกันความเสี่ยง รวมถึงทำธุรกรรมทางการค้าต่างประเทศที่เป็นเงินหยวน คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ประเทศไทย โดยทำสัญญากับธนาคารกลาง ของฮ่องกงในการแลกเปลี่ยนเงิน และเริ่มทำใน 5 มณฑลแล้ว ประกอบด้วย มณฑลกว่างโจว เสิ่นเจิ้น จูไห่ ตงกวง และเซี่ยงไฮ้ ถือว่าผู้ประกอบการเริ่มยอมรับเงินหยวนมากขึ้น
นางสุชาดา กล่าวว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังไม่ยอมรับเงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักในการแปลงค่าสกุลเงินของโลก จึงยังไม่สามารถนับหยวนเป็นเงินสกุลเงินหลักในทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ ขณะนี้ได้
สำหรับกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ต้องการให้ธปท. สร้างความ มั่นคงในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวน และเงินบาท เพิ่ม ด้วยการทำสัญญาความ ตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตรา (Bilateral Swap Agreement-BSA) ระหว่างไทยกับจีนนั้น ขณะนี้ธปท. กำลังศึกษาว่า มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการหรือไม่และต้องเสนอสภาเห็นชอบหรือไม่
ปัจจุบันหากดูปริมาณการค้าของไทย จะเห็นว่าผู้ส่งออกเริ่มซื้อขายสินค้าด้วยเงินเหรียญสหรัฐน้อยลง อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจสหรัฐเกิดวิกฤต ความผันผวนของเงินเหรียญสหรัฐที่มีมากขึ้น รวมทั้งนโยบายของประเทศขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้เงินสกุลตัวเองในการค้าขาย เช่น จีน เป็นต้น
ทั้งนี้ ในปี 2551 ที่ผ่านมา ผู้ส่งออกและนำเข้าใช้เงินเหรียญ สหรัฐในการค้าขายประมาณ 90% แต่ล่าสุดในเดือนก.ค.ปีนี้ ลดลง มาเหลือประมาณ 79% และมี แนวโน้มจะลดลงอีก และเท่าที่ทราบขณะนี้มีผู้ส่งออกและนำเข้าจำนวนหนึ่งเริ่มซื้อขายสินค้ากับ จีนด้วยการใช้เงินหยวนแลกกับเงินบาทโดยตรงแล้ว
แหล่งที่มา : http://www.posttoday.com วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อที่ 1 ธปท.จะสนับสนุนผู้ส่งออก ที่ทำการค้ากับประเทศจีน ให้ใช้เงินสกุลอะไร แทนสกุลเงินอะไร
-
ข้อที่ 2 เพราะเหตุใดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)ไม่นับหยวนเป็นเงินสกุลเงินหลักในทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ
-
ข้อที่ 3 เพราะเหตุใดที่ผู้ส่งออกเริ่มซื้อขายสินค้าด้วยเงินเหรียญสหรัฐน้อยลง
-